| |
|
|
| |
|
การทำสังฆอุโบสถ |
| |
|
สังฆอุโบสถจะต้องประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ จึงมีการสวดพระปาฏิโมกข์ได้ องค์ ๕ นั้นได้แก่ |
| |
|
๑. ต้องทำในวันอุโบสถทั้ง ๓ วัน วันใดวันหนึ่ง คือ |
| |
|
|
๑.๑ วันอุโบสถ ๑๔ ค่ำ (จาตุทฺทโส) |
| |
|
|
๑.๒ วันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ (ปณฺณรโส) |
| |
|
|
๑.๓ วันสามัคคีอุโบสถ (สามคฺคีนมญฺญตโร) สามัคคีอุโบสถนั้น ไม่กำหนดว่าเป็นวันใดวันหนึ่ง กระทำเมื่อสงฆ์เกิดแตกร้าว |
| |
|
ไม่สามัคคีกัน สามารถปรองดองกันได้เรียบร้อยเป็นสามัคคีกันในวันใด ก็ให้ทำอุโบสถในวันนั้น |
| |
|
|
| |
|
๒. จำนวนภิกษุต้องได้จำนวน คือที่น้อยที่สุดในการทำอุโบสถสวดพระปาฏิโมกข์ได้ต้องไม่ต่ำกว่า ๔ รูป และต้องเป็นปกติภิกษุ |
| |
คือเป็นภิกษุโดยปกติ (ไม่ต้องปาราชิก) ไม่ถูกสงฆ์ลงอุเขปนียกรรม คือไม่ถูกห้ามทำสังฆกรรม นั่งไม่ละหัตถบาสแห่งกันและกัน อยู่ใน |
| |
เขตสีมาเดียวกัน |
| |
|
|
| |
|
๓. ภิกษุที่เข้าร่วมทำอุโบสถต้องไม่เป็นสภาคาบัติ คือต้องไม่มีอาบัติอันมีส่วนเหมือนกัน เช่นร่วมฉันอาหารในเวลาวิกาล |
| |
ถ้าในอาวาสนั้น ภิกษุเป็นสภาคาบัติ ต้องให้มีการสวดประกาศก่อนว่า สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ, อยํ สงฺโฆ สภาคาปตฺตึ อาปนฺโน ยทา |
| |
อญฺญมญฺญํ ภิกฺขํ สุทฺธึ อนาปตฺติกํ ปสฺสิสสติ, ตทา ตสฺส สนฺติเก ตํ อาปตฺตึ ปฏิกฺกริสฺสติ แปลว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า |
| |
สงฆ์ทั้งปวงนี้ต้องสภาคาบัติ จักเห็นภิกษุอื่นผู้บริสุทธิ์ไม่มีอาบัติเมื่อใด จักทำคืนอาบัตินั้น
ในสำนักเธอเมื่อนั้น เมื่อสวดประกาศอย่างนี้แล้ว |
| |
จึงทำอุโบสถได้ |
| |
|
|
| |
|
๔. บุคคลที่ควรเว้น ไม่ให้มีในหัตถบาส คือไม่ให้ร่วมอยู่ในที่ประชุมนั้นคือ |
| |
|
|
๔.๑ ผู้ไม่ใช่ภิกษุ คืออนุปสัมบัน แม้ภิกษุณีก็นับเข้าในจำพวกนี้ด้วย |
| |
|
|
๔.๒ เป็นภิกษุอยู่ก่อนแล้ว แต่ขาดจากความเป็นภิกษุ ด้วยประการใดประการหนึ่ง คือต้องอาบัติปาราชิก หรือไปเข้ารีตเดียรถีย์ |
| |
|
ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นภิกษุอยู่ |
| |
|
|
๔.๓ เป็นภิกษุ แต่ถูกสงฆ์ลงอุเขปนียกรรม ในที่นี้ ถ้าภิกษุรูปนั้นไม่เป็นที่ ๔ ในสงฆ์ ก็สามารถทำได้ |
| |
|
|
| |
|
๕. การสวดพระปาฏิโมกข์นั้น เป็นหน้าที่ของพระเถระหรือประธานสงฆ์ในอาวาสนั้น แต่จะเชิญให้ภิกษุผู้มีความสามารถ
|
| |
ฉลาดในการจำพระปาฏิโมกข์ได้แม่นยำ เข้าใจว่าให้ถูกตามพากษ์และอักษร ถูกจังหวะ และชัดเจน เสียงไม่แหบเครือ หรือเจ็บคอ |
| |
ภิกษุผู้สวดควรตั้งใจสวดให้เสียงดังชัดเจนพอที่บริษัทจะได้ยินทั่วถึง หากแกล้งสวดทำเสียงอ้อมแอ้ม อุบอิบ
ท่านปรับอาบัติทุกกฎ |
| |
|
|
| |
|
การที่ภิกษุเพียงรูปหนึ่งเป็นผู้สวดพระปาฏิโมกข์ แต่เนื่องด้วยภิกษุรูปนั้นนับเนื่องด้วยสงฆ์ จึงเท่ากับว่าสงฆ์เป็นผู้สวดพระปาฏิโมกข์ |
| |
|
|
| |
|
ตามธรรมเนียมแล้วภิกษุจะเลือกทำอุโบสถที่ง่าย โดยการพยายามหลีกเลี่ยงด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งไม่เป็นการอันควร
ดังนั้น |
| |
จึงมีข้อห้ามไว้ดังนี้ |
| |
|
ก. เมื่อถึงวันอุโบสถ ห้ามหลีกไปทางอื่นเสีย |
| |
|
ข. ถ้าในวัดมีภิกษุสามารถสวดพระปาฏิโมกข์ได้ อย่าไปในที่ที่จะไม่ได้ฟังพระปาฏิโมกข์ |
| |
|
ค. ถ้าในวัดไม่มีภิกษุสวดพระปาฏิโมกข์ได้ ให้ผู้เป็นพระเถระส่งภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไปเรียนมาจากที่อื่น จะโดยพิศดารหรือ |
| |
โดยย่อก็สุดแท้แต่จะจำได้ ถ้าเรียนมาจากที่อื่นไม่สำเร็จ ห้ามมิให้อยู่จำพรรษาในวัดนั้น |
| |
|
ง. ถ้าสามารถทำสังฆอุโบสถสวดพระปาฏิโมกข์ในวัดอื่นได้ จะอยู่จำพรรษาในวัดนั้นก็สมควรอยู่ |
| |
|
|
| |
|
|
|