| |
|
|
| |
|
ข้อบัญญติ เกี่ยวกับ การทำอุโบสถ สวด พระปาฏิโมกข์ |
| |
|
|
| |
|
๑. ภิกษุทั้งหลายสวดปาฏิโมกข์ทุกวัน ทรงตรัสห้ามและปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ทำเช่นนั้น ทรงอนุญาตให้สวดเฉพาะในวันอุโบสถ |
| |
|
|
| |
|
๒. ภิกษุทั้งหลายสวดปาฏิโมกข์ ๓ ครั้ง ต่อ ๑ ปักข์(กึ่งเดือน) ทรงตรัสห้ามและปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ทำเช่นนั้น ทรงอนุญาตให้สวด |
| |
เพียงปักษ์ละ ๑ ครั้ง |
| |
|
|
| |
|
๓. ภิกษุฉัพพัคคีย์สวดปาฏิโมกข์เฉพาะในพวกของตน ทรงตรัสห้ามและปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ทำเช่นนั้น ทรงอนุญาตให้ทำอุโบสถ |
| |
โดยพร้อมเพรียงกัน |
| |
|
|
| |
|
๔. ภิกษุทั้งหลายสงสัยว่าจะกำหนดเขตความพร้อมเพรียงในอาวาสหนึ่ง หรือถือเขตแผ่นดินทั้งผืน ทรงตรัสว่า ให้ใช้อาวาสเดียวกัน
|
| |
เป็นเขตสามัคคี |
| |
|
|
| |
|
๕. พระมหากัปปินะ(ผู้เป็นอรหันต์)คิดว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่แล้ว จะควรไปทำอุโบสถสังฆกรรมหรือไม่ พระผู้มีพระภาคทรงทราบ |
| |
จึงตรัสตอบว่า ถ้าเธอไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาในอุโบสถแล้ว ใครเล่าจะทำเช่นนั้น และตรัสสั่งให้ไปทำอุโบสถ |
| |
|
|
| |
|
๖. ภิกษุทั้งหลายสงสัยว่า อาวาสเดียวกันนั้นมีกำหนดอย่างไร จึงทรงอนุญาตให้สมมติคือประกาศสีมา(เขตแดน) โดยกำหนดเอา |
| |
ภูเขา ก้อนหิน ป่าไม้ หนทาง จอมปลวก แม่น้ำ และแอ่งน้ำ เป็นเครื่องหมาย(นิมิต) แล้วทรงแสดงวิธีสมมติสีมา ด้วยเครื่องหมาย เหล่านั้น |
| |
|
|
| |
|
๗. ภิกษุฉัพพัคคีย์ สมมติสีมา(ประกาศเขตแดน)ใหญ่เกินไป คือ มีขนาด ๔ โยชน์บ้าง ๕ โยชน์บ้าง ๖ โยชน์บ้าง จึงทำให้มีภิกษุ |
| |
มาไม่ทันบ้าง มาพอดีสวดบ้าง กำลังสวดบ้าง จึงทรงห้ามสมมติสีมาใหญ่เกินไป ทรงตรัสห้าม และปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ทำเช่นนั้น แล้วทรง |
| |
อนุญาตให้สมมติสีมาที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ๓ โยชน์ |
| |
|
|
| |
|
๘. ภิกษุฉัพพัคคีย์ สมมติสีมาริมฝั่งแม่น้ำ เมื่อน้ำขึ้น ภิกษุที่มาทำอุโบสถบางรูปถูกน้ำพัดไป บางรูปบาตร จีวรถูกน้ำพัด จึงตรัสห้าม |
| |
สมมติสีมาเช่นนั้น ทรงอนุญาตให้ทำได้ถ้าหากมีเรืองจอดอยู่เป็นประจำ หรือมีสะพานทอดอยู่เป็นประจำ |
| |
|
|
| |
|
๙. ภิกษุทั้งหลายสวดปาฏิโมกข์ตามบริเวณไม่มีที่สังเกตุ ภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะมาจากที่อื่น ไม่รู้ว่าทำอุโบสถกันที่ไหน จึงทรงอนุญาต |
| |
ให้สมมติโรงอุโบสถทำอุโบสถ จะเป็นวิหาร หรือเพิง หรือปราสาท หรือถ้ำก็ได้ |
| |
|
|
| |
|
๑๐. ภิกษุทั้งหลายสมมติโรงอุโบสถ ๒ แห่งในอาวาสเดียวกัน ทรงตรัสห้าม ทรงให้สวดถอนโรงอุโบสถเสีย ๑ หลัง คงให้ใช้ไำด้
|
| |
เพียงหลังเดียว |
| |
|
|
| |
|
๑๑. ภิกษุทั้งหลายสมมติโรงอุโบสถเล็กเกินไป เมื่อมีภิกษุมาประชุมกันมากบางรูปต้องนั่งนอกเขตพระผู้มีพระภาคตรัสว่า อุโบสถนั้น |
| |
เป็นอันทำและได้ตรัสแนะนำให้กำหนดเครื่องหมาย แล้วประชุมสงฆ์สวดสมมติหน้ามุขอุโบสถ ขยายให้ใหญ่ออกไปตามต้องการ |
| |
|
|
| |
|
๑๒. ภิกษุบวชใหม่มาประชุมกันก่อนวันทำอุโบสถ นึกว่าพระเถระคงยังไม่มาจึงกลับไป เป็นเหตุให้กว่าจะได้ทำอุโบสถ ก็กลางคืน |
| |
จึงตรัสให้พระภิกษุผู้เป็นเถระ มาประชุมก่อนในวันทำอุโบสถ |
| |
|
|
| |
|
๑๓. ถ้ามีหลายวัดในเขตสีมาเดียวกัน ภิกษุทั้งหลายต่างวัดต่างแยกกันทำอุโบสถ พระผู้มีพระภาคจึงทรงให้รวมทำแห่งเดียวกัน |
| |
ไม่ให้แยกกันทำ |
| |
|
|
| |
|
๑๔. ตรัสอนุญาตให้สมมติสีมาเป็นเขตอยู่รวมกันทำอุโบสถ และรวมกันโดยให้เป็นเขตไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร และให้สมมติเว้น |
| |
เขตบ้านและละแวกบ้าน |
| |
|
|
| |
|
๑๕. ตรัสอนุญาตว่า เมื่อสวดถอนสีมา ให้ถอนเขตอยู่ปราศจากไตรจีวรก่อนแล้ว ถอนเขตอยู่รวมกันทีหลัง |
| |
|
|
| |
|
๑๖. ถ้ายังไม่ได้สมมติสีมา ให้ใช้หมู่บ้านหรือนิคมที่อยู่นั้นเป็นคามสีมา และนิคมสีมาได้ แล้วอนุญาตให้ใช้เขตพื้นที่พ้นระยะน้ำสาด |
| |
ถึงในแม่น้ำ เป็นอุกุกเขปสีมา(เขตวักน้ำสาด) เป็นเขตลอยเรือหรือแพ หรือปลูกโรงอุโบสถกลางน้ำได้ แต่ไม่อนุญาตให้สมมติ แม่น้ำ ทะเล |
| |
หรือสระน้ำทั้งหมดเป็นเขตสีมา |
| |
|
|
| |
|
๑๗. ตรัสห้ามมิให้สมมติสีมาคาบเกี่ยวกัน ให้สมมติสีมามีเขตชานรอบ |
| |
|
|
| |
|
๑๘. ทรงตรัสอธิบายว่า วันอุโบสถ ๑๔ ค่ำก็มี ๑๕ ค่ำก็มี(กลางเดือนเป็น ๑๕ ค่ำ ปลายเดือนเป็น ๑๔ ค่ำบ้าง ๑๕ ค่ำบ้าง |
| |
สุดแท้แต่เดือนขาดหรือเดือนเต็ม |
| |
|
|
| |
|
๑๙. ทรงอธิบายหลักเกณฑ์เรื่องสวดปาฏิโมกข์ย่อ เมื่อมีเหตุสมควร ๑๐ อย่างเกิดขึ้น |
| |
|
|
| |
|
๒๐. ภิกษุผู้จะกล่างธรรม ต้องได้รับเชิญ ทรงอนุญาตให้พระเถระกล่าวธรรมเอง หรือเชิญภิกษุอื่นขึ้นกล่าวธรรม |
| |
|
|
| |
|
๒๑. ทรงตรัสอนุญาตให้มีการสมมติ ผู้ถามพระวินัยและผู้ตอบพระวินัย |
| |
|
|
| |
|
๒๒. ทรงตรัสอนุญาตให้มีการขอโอกาสก่อน แล้วจึงโจทอาบัติกัน |
| |
|
|
| |
|
๒๓. ในการทำกรรมเป็นการสงฆ์ ทรงอนุญาตให้ค้านได้ให้แสดงความเห็นได้ แต่ถ้าหากว่าคนเดียวไม่เห็นด้วย หากค้านแล้ว |
| |
จะยุ่งยาก ให้อธิษฐานในใจว่าไม่เห็นด้วย |
| |
|
|
| |
|
๒๔. ทรงตรัสห้ามการแกล้งสวดปาฏิโมกข์ โดยหวังไม่ให้ผู้อื่นได้ยิน แต่ถ้ามีเสียงผิดปกติและพยายามสวดให้ดีแล้ว ไม่เป็นอาบัติ |
| |
|
|
| |
|
๒๕. ทรงตรัสห้ามมิให้สวดปาฏิโมกข์โดยมีคฤหัสถ์ปนอยู่ในบริษัท |
| |
|
|
| |
|
๒๖. ภิกษุผู้ไม่ได้รับเชิญทรงตรัสห้ามมิให้สวดปาฏิโมกข์ ทรงอนุญาติให้พระเถระเป็นใหญ่ในเรื่องปาฏิโมกข์(จะสวดเองหรือ |
| |
ให้ใครสวดแทนก็ได้) |
| |
|
|
| |
|
๒๗. ถ้าพระเถระสวดเองไม่ได้ ทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้สามารถสวดได้เป็นธุระในเรื่องปาฏิโมกข์ |
| |
|
|
| |
|
๒๘. ถ้าพระทั้งวัดไม่สามารถสวดปาฏิโมกข์ได้ ให้ส่งภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไปเรียนจากอาวาสไกล้เคียง จะโดยย่อหรือโดยพิศดารก็ตาม |
| |
ให้พระเถระเป็นผู้ใชไป ผู้ถูกใช้ ถ้าปกติดี กลับขัดขืนไม่ยอมไป ต้องอาบัติทุกกฏ |
| |
|
|
| |
|
๒๙. ทรงอนุญาตให้ภิกษุเรียนปักขคณนา(การคำนวนปักษ์)ได้ทุกรูป เพื่อบอกดิถีแก่คนทั้งหลายได้ |
| |
|
|
| |
|
๓๐. ทรงตรัสอนุญาตให้มีการเรียกชื่อ หรือจับสลากเพื่อนับจำนวนภิกษุในวันอุโบสถ |
| |
|
|
| |
|
๓๑. ทรงอนุญาตให้บอกวันอุโบสถ เพื่อไม่ให้หลงลืมหรือไปที่อื่นในวันอุโบสถ |
| |
|
|
| |
|
๓๒. ทรงตรัสให้ภิกษุทั้งหลายช่วยกันปัดกวาดวัด ปูลาดอาสนะ ตามประทีป ตั้งน้ำดื่มน้ำใช้ก่อนการทำอุโบสถ โดยให้พระเถระ |
| |
เป็นผู้สั่งการ |
| |
|
|
| |
|
๓๓. ในวันอุโบสถนั้นทรงตรัสห้ามภิกษุที่จะไปที่อื่นโดยไม่บอกลาอุปัชฌาย์หรืออาจารย์, ถ้าจะไปให้อุปัชฌาย์หรืออาจารย์สอบถาม |
| |
ว่าจะไปไหน ไปกับใคร ถ้าเห็นว่าไม่สมควรก็ไม่ให้อนุญาต ถ้าไม่อนุญาตแล้วขืนไป ต้องอาบัติทุกกฏ |
| |
|
|
| |
|
๓๔. ภิกษุผู้ทรงความรู้ ประพฤติตนดีมาสู่อาวาส ให้ต้อนรับด้วยดี ถ้าไม่ต้อนรับต้องอาบัติทุกกฏ |
| |
|
|
| |
|
๓๕. ถ้าหากว่าในอาวสนั้น ไม่มีใครสวดปาฏิโมกข์ได้เลย และไม่สามารถจะส่งใครไปเรียน ห้ามอยุ่จำพรรษาในอาวาสนั้น |
| |
ถ้าขืนอยุ่ต้องอาบัติทุกกฏ |
| |
|
|
| |
|
๓๖. ถ้าภิกษุเป็นไข้ ทรงตรัสให้บอกความบริสุทธิ์แก่ภิกษุรูปหนึ่งเพื่อนำไปบอกแก่สงฆ์ ถ้าไม่มีผู้รับไปบอกให้นำขึ้นเตียง ขึ้นตั่ง |
| |
หามไปทำอุโบสถ ไม่ให้ทำอุโบสถแยกกัน ถ้าเคลื่อนภิกษุแล้วทำให้อาพาธกำเริบหรืออาจถึงมรณภาพ ใำ้ห้สงฆ์ทำอุโบสถที่ที่อยู่ของพระ |
| |
ภิกษุรูปนั้นเลย |
| |
|
|
| |
|
๓๗. มิให้ทำอุโบสถทั้งที่ยังมีอาบัติอยู่ ให้แสดงอาบัติก่อนแล้วจึงทำอุโบสถ ถ้าสงสัยในอาบัติให้บอกแก่ภิกษุรูปหนึ่งก่อน |
| |
|
|
| |
|
๓๘. ห้ามภิกษุที่มีอาบัติในเรื่องเดียวกัน (สภาคาบัติ) แสดงอาบัติเช่นนั้นแก่กัน ถ้าแสดงหรือรับต้องอาบัติทุกกฏ |
| |
|
|
| |
|
๓๙. ถ้าระลึกได้ว่ายังมีอาบัติอยู่ หรือสงสัยว่าจะต้องอาบัติใด ๆ ในขณะฟังปาฏิโมกข์นั้น ให้บอกแก่ภิกษุผู้อยุ่ไกล้เืพื่อรับทราบไว้ |
| |
เมื่อเสร็จอุโบสถจะได้ทำคืน |
| |
|
|
| |
|
๔๐. ถ้าสงฆ์ต้องอาบัติในเรื่องเดียวกันทั้งวัด ให้ส่งภิกษุรูปหนึ่งไปแสดงอาบัติที่วัดอื่น ถ้าไม่มีวัดใกล้เคียงให้ไปกลับภายใน ๗ วัน |
| |
เพื่อหาที่แสดงอาบัติของส่วนรวม |
| |
|
|
| |
|
|
|