HOME
   
     
 
     
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับปาฏิโมกข์
  ๑. ถ้าในขณะที่กำลังสวดปาฏิโมกข์อยู่นั้น มีภิกษุพวกอื่นผู้มาทีหลัง จะเข้าไปในเขตสีมาที่สงฆ์กำลังทำสังฆกรรมโดยไม่ได้
ขออนุญาต ไม่ได้  จะต้องขออนุญาตก่อนจึงจะเข้าไปร่วมได้  โดยที่พระภิกษุที่มาภายหลัง    ถ้ามากกว่าภิกษุที่ฟังปาฏิโมกข์อยู่นั้น
ต้องตั้งต้นสวดใหม่ ถ้ามาเท่ากันหรือน้อยกว่า ให้ตั้งต้นสวดอุเทสที่กำลังสวดค้างอยู่นั้นใหม่  เพื่อให้ผู้มาใหม่ร่วมฟังต่อไป
 
 
๒. ถ้าสวดจบแล้วจึงมีภิกษุอื่นมา แม้มีจำนวนมากก็ไม่ต้องตั้งต้นสวดใหม่อีก พึงให้ผู้มาใหม่บอกปาริสุทธิในสำนักนั้นเถิด
 
 
๓. อุโบสถ เป็นญัตติกรรม เป็นกิจจาธิกรณ์ในสังฆกิจ สำเร็จลงด้วยสัมมุขาวินัย
 
 
๔. ในอาวาสเดียวกัน ถ้าภิกษุพวกหนึ่งจำพรรษาแรก พวกหนึ่งจำพรรษาหลัง เมื่อถึงวันปวารณาพึงปฏิบัติดังนี้
 
 
๔.๑ ถ้าจำนวนภิกษุผู้จำพรรษาแรกมากกว่า ภิกษุจำพรรษาแรกพึงตั้งญัตติบอกปวารณา ส่วนภิกษุจำพรรษาหลัง
 
      พึงบอกปาริสุทธิต่อสงฆ์
 
  ๔.๒ ถ้าจำนวนภิกษุผู้จำพรรษาหลังมากกว่า พึงตั้งญัตติทำอุโบสถก่อน พวกที่จำพรรษาแรกจึงทำปวารณาทีหลัง
 
      โดยไม่ต้องตั้งญัตติ
 
 
๔.๓ เมื่อถึงวันปวารณาหลัง กลางเดือน ๑๒ ภิกษุผู้จำพรรษาแรกถึงทำสังฆอุโบสถสวดปาฏิโมกข์
 
       ภิกษุผู้เข้าพรรษาหลังพึงทำปวารณา แต่ไม่ต้องตั้งญัตติ
 
 
๕. เหตุที่การสวดพระปาฏิโมกข์ยังต้องใช้ภาษาบาลีเพราะปาฏิโมกข์เป็นสังฆกรรม  จึงต้องใช้ภาษาบาลีที่เป็นภาษาแม่บท
เหมือนภาษาของกฏหมายที่มีความหมายแน่นอน   ไม่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย   ส่วนภาษาที่แปลเป็นภาษาอื่น  ย่อมเปลี่ยนแปลงไป
ตามยุคสมัย อาจเสียความหมายเดิมได้ จึงไม่สวดแปล   แต่ให้ศึกษาความหมายจากคำแปลได้ตลอดเวลา ไม่ได้ห้ามว่าต้องศึกษา
เล่าเรียนเฉพาะที่เป็น ภาษาบาลีเท่านั้น ผู้ศึกษาย่อมจะรู้เรื่องได้ดี จากการศึกษาปาฏิโมกข์แปลได้
 
 
๖. ภิกษุสวดพระปาฏิโมกข์ไม่ได้ จะใช้การอ่านหนังสือหรือเปิดเทปย่อมไม่เป็นการถูกต้อง  เพราะการทำสังฆกรรมทุกประเภท
ต้องมีภิกษุผู้ประกาศ เป็นปัจจุบัน ที่เรียกว่า กรรมวาจา ในพระวินัยระบุไว้ว่าเป็นหน้าที่ของพระเถระ    หรือมอบหมายแก่ภิกษุผู้ฉลาด
สามารถทรงจำพระปาฏิโมกข์ได้เป็นผู้สวด ถ้าพระเถระจำได้เท่าไรให้สวดเท่านั้น ถ้าไม่ได้จริง ๆ ให้ส่งภิกษุผู้ฉลาดไปเรียนมาโดยย่อ
หรือโดยพิสดาร ให้ทำในวันนั้น แสดงว่าการอ่านหนังสือ หรือเปิดเทป ในสังฆกรรม เป็นการไม่ถูกต้องตามพระวินัย
 
 
๗. อาบัติในข้อนิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ วัตถุที่ทำให้เป็นอาบัติ จะต้องทำการสละเสียก่อน จึงปลงอาบัติได้สำเร็จ
 
 
๘. มีอาบัติในปาจิตตีย์ บางข้อที่จะต้องทำลายวัตถุที่ทำให้เป็นอาบัติ เช่น การทำกล่องเข็มด้วยกระดูก งา และเขาสัตว์
หรือในข้อที่มีการกำหนดขนาดไว้ ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้น ๆ ต้องทำลาย หรือตัด วัตถุนั้น ๆ เสียก่อนจึงปลงอาบัติตก
 
 
๙. มีอาบัติลักษณะพิเศษคือ จะต้องมีการสวดประกาศเพื่อให้ภิกษุผู้กระทำความผิดละเลิกข้อที่ตนกระทำอยู่นั้น เช่น ข้อ ๑๐,
๑๑, ๑๒, ๑๓ ในสังฆาทิเสส    และยังมีสิกขาบทที่ ๘ ในสัปปาณกวรรคของปาจิตตีย์    โดยสงฆ์จะสวดประกาศให้ภิกษุนั้น ละเลิก
การกระทำผิดนั้นเสีย เมื่อสวดครบ ๓ ครั้ง ยังไม่เชื่อฟัง จึงเป็นอาบัติ