HOME
   
     
 
     
   
     
 
ปวารณา
 
ปวารณา หมายถึง ยอมให้ขอ,เปิดโอกาสให้ขอ,ยอมให้ว่ากล่าวตักเตือน,เปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือน,ชื่อของสังฆกรรม
 
ที่พระสงฆ์ทำในวันสุดท้ายแห่งการจำพรรษา   วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ อันเป็น   วันเพ็ญที่นับแต่วันจำพรรษาไปครบ ๓ เดือน
 
หรือที่เรียกกันว่า   วันมหาปวารณา มีพระบรมพุทธานุญาต   ให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบไตรมาส   ทำปวารณา โดยภิกษุทุกรูป
 
จะกล่าวคำปวารณา   คือเปิดโอกาสให้กันและกัน  ว่ากล่าวตักเตือนได้หลังจากที่   ได้อยู่จำพรรษาร่วมกันมาแล้ว  เพื่อเป็นการ
 
ตักเตือนแนะนำกัน โดยธรรม ซึ่งสังฆกรรมนี้ ก็ถือว่ามีความ สำคัญ โดยพระพุทธองค์ทรงกำหนดให้ กระทำแทน การทำอุโบสถ
 
สวดพระปาฏิโมกข์
 
 
วันที่ทำปวารณามี ๓ คือ
 
๑. ปัณณรสีกา คือปวารณาที่ทำได้โดยปกติ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ
 
 
๒. จาทุทฺทสิกาปวารณา ในกรณีที่มีเหตุผลสมควร ท่านอนุญาตให้เลื่อนปวารณาออกไปปักษ์หนึ่ง หรือเดือนหนึ่ง
 
โดยประกาศให้สงฆ์ทราบ ถ้าเลื่อนออกไปปักษ์หนึ่งก็ตกในแรม ๑๔ ค่ำ เป็น จาตุททสิกา
 
 
๓. สามัคคีปวารณา ปวารณาที่ทำในวันสามัคคี คือในวันที่สงฆ์แตกกันแล้วกลับปรองดองเข้ากันได้
 
 
การทำสังฆปวารณา
 
ปวารณาเป็นสังฆกรรมประเภท ญัตติกรรม เช่นเดียวกับ อุโบสถ มีลักษณะพิเศษคือจะต้องมีพระภิกษุ อย่างน้อยที่สุด ๕ รูป
 
กิจเบื้องต้นแห่งปวารณานั้น เหมือนอุโบสถ เป็นแต่ในส่วนบุพกิจนั้น เปลี่ยนจากการนำปาริสุทธิ มาเป็น การนำปวารณาของภิกษุ
 
ผู้อาพาธแทน ซึ่งคำมอบปวารณา มีดังนี้ ปวารณํ ทมฺมิ, ปวารณํ เม หร,  มมตฺถาย ปวาเรหิ แปลว่า  ผมขอมอบปวารณาของผม
 
คุณจงนำปวารณาของผมไป  จงปวารณาแทนผม  ถ้าภิกษุผู้อาพาธมีพรรษาอ่อนกว่า  พึงว่า  ปวารณํ  ทมฺมิ, ปวารณํ  เม  หรถ,
 
มมตฺถาย ปวาเรถ ต่อจากนั้นภิกษุผู้ฉลาดพึงตั้งญัตติ เพื่อให้ภิกษุทั้งหมดกล่าวคำปวารณา ตามปกติแล้วภิกษุผู้ปวารณาจะต้อง
 
ปวารณารูปละ ๓ ครั้ง   ถ้ามีเหตุขัดข้องเช่น   มีภิกษุมาก  ให้ทำการปวารณารูปละ ๒ ครั้ง หรือ ๑ ครั้ง   หรือปวารณาโดยให้
 
ภิกษุที่มีพรรษาเท่ากันว่าพร้อมกัน   ซึ่งการที่จะปวารณาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ให้ทำการประกาศแก่สงฆ์   ด้วยการตั้งญัตติก่อน
 
 
วิธิการตั้งญัตติปวารณา มีดังนี้
 
๑. ปวารณา ๓ ครั้ง เรียกว่า เตวาจิกา ญตฺติ พึงตั้งญัตติว่า สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ, อชฺช ปวารณา ปณฺณรสี, ยทิ สงฺฆสฺส
 
ปตฺตกลฺลํ, สงฺโฆ เตวาจิกํ ปวาเรยฺย ์
 
 
แปลว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ปวารณาวันนี้ที่ ๑๕  ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆถึงที่แล้ว สงฆ์พึงปวารณา ๓ ครั้งฯ
 
 
๒. ปวารณา ๒ ครั้ง เรียกว่า เทฺววาจิกา ญตฺติ พึงตั้งญัตติว่า สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ, อชฺช ปวารณา ปณฺณรสี, ยทิ สงฺฆสฺส
 
ปตฺตกลฺลํ, สงฺโฆ เทววาจิกํ ปวาเรยฺย
 
 
แปลว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ปวารณาวันนี้ที่ ๑๕ ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงปวารณา ๒ ครั้งฯ
 
 
๓. ปวารณาครั้งเดียว เรียกว่า เอกวาจิกา ญตฺติ พึงตั้งญัตติว่า สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ, อชฺช ปวารณา ปณฺณรสี, ยทิ สงฺฆสฺส
 
ปตฺตกลฺลํ, สงฺโฆ เอกวาจิกํ ปวาเรยฺย
 
 
แปลว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ปวารณาวันนี้ที่ ๑๕ ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงปวารณา ๑ ครั้งฯ
 
 
๔. ปวารณาโดยให้ว่าพร้อมกัน เรียกว่า สมานวสฺสิกา ญตฺติ คือให้ภิกษุมีพรรษาเท่ากัน ว่าปวารณาพร้อมกัน พึงตั้งญัตติว่า
 
สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ, อชฺช ปวารณา ปณฺณรสี, ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ, สมานวสฺสิกํ ปวาเรยฺย ฯ
 
 
แปลว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ปวารณาวันนี้ที่ ๑๕ ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้ว ภิกษุที่มีพรรษาเท่ากัน
 
พึงปวารณาพร้อมกันฯ
 
  ๕. ตั้งญัตติโดยการไม่ระบุจำนวนครั้ง เรียกว่า สพฺพสงฺคาหิกา ญตฺติ ญัตตินี้ไม่ต้องระบุจำนวนครั้ง อย่างนี้จะปวารณากี่หน
 
อย่างนี้จะปวารณากี่หนก็ได้ พึงตั้งญัตติว่า สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ, อชฺช ปวารณา ปณฺณรสี, ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สงฺโฆ ปวาเรยฺย.
 
 
แปลว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ปวารณาวันนี้ที่ ๑๕ ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์ พึงปวารณาฯ