| |
สมุดภาพพุทธประวัติ |
ฉบับ อนุรักษ์พระพุทธศาสนา โดย ครูเหม เวชกร |
| |
|
|
|
|
| |
ตอนที่ ๑ เทพเจ้าทุกชั้นฟ้าชุมนุมกันอัญเชิญเทพบุตรโพธิสัตว์ให้จุติมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า |
| |
|
| |
เมื่อพระเวสสันดรโพธิสัตว์สวรรคตแล้ว เสด็จไปอุบัติเป็นสันตุสิตเทพบุตร ในสวรรค์ชั้นดุสิต |
เมื่อก่อนพุทธกาลเล็กน้อย เทวดาทุกสวรรค์ชั้นฟ้ามาประชุม ปรึกษากันว่า ใครจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า |
ต่างก็เล็งว่า พระโพธิสัตว์สถิตอยู่ในชั้นดุสิตจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จึงพากันไปทูลเชิญให้จุติลงมา |
โปรดสัตวโลก เพื่อให้สมกับพระปณิธานที่ตั้งไว้ว่า ทรงบำเพ็ญบารมีมาในชาติใดๆ ก็มิได้ทรงมุ่งหวังสมบัติ |
อันใด นอกจากความเป็นพระพุทธเจ้า |
| |
| |
ก่อนที่พระโพธิสัตว์อันสถิตอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดุสิต จะได้ทรงตรัสรู้บรรลุธรรมเป็นองค์สมเด็จ |
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อโปรดชาวโลกนั้น พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐ |
ประการ อันได้แก่ |
| |
|
|
|
๑ |
พระเตมีย์ |
ทรงบำเ็พ็ญ เนกขัมมบารมี |
คือ มีความอดทนสูงสุด |
๒ |
พระมหาชนก |
ทรงบำเพ็ญ วิริยะบารมี |
คือ มีความพากเพียรสูงสุด |
๓ |
พระสุวรรณสาม |
ีทรงบำเพ็ญ เมตตาบารมี |
คือ มีความเมตตาสูงสุด |
๔ |
พระเนมิราช |
ีทรงบำเพ็ญ อธิษฐานบารม |
คือ มีความที่จิตแน่วแน่สมบูรณ์ที่สุด |
๕ |
พระมโหสถ |
ีทรงบำเพ็ญ ปัญญาบารม |
คือ มีความรอบรู้สูงสุด |
๖ |
พระภูริทัต |
ทรงบำเพ็ญ ศีลบารม |
คือ มีความที่ศีลสมบูรณ์ที่สุด |
๗ |
พระจันทกุมาร |
ทรงบำเพ็ญ ขันติบารมี |
คือ มีความอดกลั้นสูงสุด |
๘ |
พระนารทพรหม |
ทรงบำเพ็ญ อุเบกขาบารมี |
คือ มีความวางเฉยสูงสุด |
๙ |
พระวิธูุรบัณฑิต |
ทรงบำเพ็ญ สัจจะบารมี |
คือ ความมีสัจจะสูงสุด |
๑๐ |
พระเวสสันดร |
ทรงบำเพ็ญ ทานบารมี |
คือ การรู้จักให้ทานอย่างสูงสุด |
|
|
|
|
|
| |
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงความอัศจรรย์เหล่านั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า |
| |
ครั้งใด เราชื่อว่าท้าวสันดุสิตอยู่ในหมู่เทพชั้นดุสิต ครั้งนั้น หมื่นโลกธาตุ ก็พากันประคองอัญชลีอ้อนวอนเราว่า. |
ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระองค์เมื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ มิใช่ปรารถนาสมบัติท้าวสักกะ มิใช่ปรารถนาสมบัตมาร |
| มิใช่ปรารถนาสมบัติพรหม มิใช่ปรารถนาสมบัติจักรพรรดิ แต่พระองค์ ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า บำเพ็ญเพื่อ |
ช่วยขนสัตว์ข้ามโอฆสงสาร. |
| |
|
| |
ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า |
(เทวดาในหมื่นโลกธาตุทูลวอนว่า) |
|
|
|
ข้าแต่พระมหาวีระ นี้เป็นกาลสมควรสำหรับพระองค์ ขอพระองค์โปรดอุบัติในครรภ์พระมารดา ขอพระองค์ |
์ เมื่อจะทรงช่วยมนุษยโลกพร้อมเทวโลกให้ข้ามโอฆสงสาร โปรดจงตรัสรู้อมตบทเถิด.
|
| |
|
| |
ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ แม้ถูกเทวดาทั้งหลายทูลวอนขอ ก็มิได้ ประทานปฏิญญาคำรับรองแก่เทวดาทั้งหลาย |
แต่ทรงตรวจดู มหาวิโลกนะ ๕ คือกำหนดกาล ทวีป ประเทศ ตระกูล พระชนมายุของพระชนนี |
| |
|
|
บรรดามหาวิโลกนะ ๕ นั้น ทรงตรวจดูกาลก่อนว่า เป็นกาลสมควร หรือยังไม่เป็น กาลสมควร.ในกาลนั้น อายุกาล |
(ของสัตว์) สูงกว่าแสนปีขึ้นไป ยังไม่ชื่อว่า กาล เพราะเหตุไร. เพราะทุกข์มีชาติชรามรณะเป็นต้นไม่ปรากฏ ก็ธรรมดา |
พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ชื่อว่าพ้นจากไตรลักษณ์ ไม่มีเลย. เมื่อพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ตรัสว่า อนิจจัง |
ทุกขัง ดังนี้ สัตว์ทั้งหลาย ย่อมไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสเรื่องอะไร แต่นั้น การตรัสรู้ ก็ไม่มี เมื่อการตรัสรู้นั้น |
ีไม่มี คำสั่งสอนก็ไม่เป็นนิยยานิกกะ นำสัตว์ออกจากทุกข์ เพราะฉะนั้น กาลนั้น จึงไม่เป็นกาลสมควร. |
| |
|
|
แม้อายุกาล (ของสัตว์) ต่ำกว่าร้อยปี ก็ยังไม่เป็นกาลสมควร เพราะเหตุไร เพราะกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายมีกิเลส |
หนาแน่น และโอวาทที่ประทานแก่สัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสหนาแน่น ไม่อยู่ใน ฐานะควรโอวาท เพราะฉะนั้น กาลแม้นั้น |
ก็ไม่เป็นกาลอันสมควร อายุกาลอย่างต่ำ คือตั้งแต่แสนปีลงมา อย่างสูงตั้งแต่ร้อยปีขึ้นไป ชื่อว่า กาลอันสมควร. บัดนี้ |
มนุษย์ทั้งหลายมีอายุร้อยปี เพราะเหตุนั้น ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงเห็นว่า เป็นกาลที่ควรบังเกิด. |
| |
|
|
ต่อนั้น ทรงตรวจดู ทวีป ทรงเห็นทวีปว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมบังเกิดในชมพูทวีปเท่านั้น. ธรรมดาชมพูทวีป |
เป็นทวีปใหญ่มีเนื้อที่ ประมาณหมื่นโยชน์. |
| |
|
|
เมื่อทรงตรวจดู ประเทศ ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายบังเกิดในประเทศ ไหนหนอ ก็ทรงเห็นมัชฌิมประเทศ. |
| |
|
|
ต่อจากนั้นก็ทรงตรวจดู ตระกูล ว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย บังเกิดในตระกูลที่โลกสมมติ. บัดนี้ |
ตระกูลกษัตริย์เป็นตระกูลที่โลกสมมติ จำเราจักบังเกิดในตระกูลกษัตริย์นั้น พระราชาพระนามว่า สุทโธทนะ |
จักเป็นพระชนกของเรา. |
| |
|
|
แต่นั้นก็ตรวจดู พระชนนี ว่า สตรีนักเลงสุราเหลวไหลจะเป็นพุทธมารดาไม่ได้ จะต้องเป็นสตรีมีศีล ๕ ไม่ขาด |
ดังนั้นพระราชเทวีพระนามว่า มหามายานี้ก็เป็นเช่นนี้ พระนางเจ้ามหามายานี้จักเป็นชนนีของเรา. เมื่อทรงนึกว่า |
พระนางเจ้าจะทรงมี พระชนมายุ ได้เท่าไร ก็ทรงเห็นว่าได้ต่อไปอีก ๗ วัน หลังครบทศมาสแล้ว. |
| |
|
|
ครั้งทรงตรวจมหาวิโลกนะ ๕ ประการนี้แล้ว ก็ประทานปฏิญญาแก่เทวดาทั้งหลายว่า เป็นกาลสมควรที่เรา |
เป็นพระพุทธเจ้า ทรงดำรงอยู่ใน ภพดุสิตนั้นตลอดชนมายุแล้วจุติจากภพดุสิตนั้น ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ |
ของพระนางเจ้ามายาเทวี ในราชสกุลศากยะ |
| |
|
|
|
|
| |
|
|
|